วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ครั้งที่ 10 วันที่ 20 มีนาคม 2561







วันนี้เรียนเรื่อง 
"แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้"
สิ่งแวดล้อมอาจแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. สิ่งแวดล้อมภายในบุคคล : การทำงานของระบบต่างๆของร่างกาย เช่น ระบบย่อยอาหาร  ระบบขับถ่าย  ระบบต่อมไร้ท่อ เป็นต้น
2. สิ่งแวดล้อมภายนอก :  สิ่งแวดล้อมที่อยู่ภายนอกกายของมนุษย์ เช่น วัตถุสิ่งของ คน พืช สัตว์ กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดจากคนและสัตว์ รวมไปถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม ได้แก่ ศีลธรรมจรรยา ขนบธรรมเนียมประเพณีในสังคม
ความสำคัญของสิ่งแวดล้อม : เด็กได้รับการฝึกอบรมให้รู้จักบทบาทต่างๆในสังคมทั้งในวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ไปพร้อมๆกันกระบวนการของการอบรมให้คนเป็นสมาชิกของสังคมนั้นจะขึ้นอยู่กับเจตคติ ความคาดหวัง และค่านิยมของสังคมที่คนๆนั้นเกี่ยวข้องด้วยเนื่องจากบทบาทที่แสดงอยู่เปลี่ยนไปก็ส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
ปัจจัยของสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัยมีดังนี้
1. ประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากการตอบสนองความต้องการพื้นฐาน
2. ประสบการณ์ที่ได้จากการสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว
3. ประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากสัมพันธภาพทางสังคม
4. ประสบการณ์ที่ได้รับความสะเทือนใจมาตั้งแต่วัยเด็ก
สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งจัดเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1. สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางกาย
2. สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์และสังคม
3. สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญา
การจัดสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาเด็กปฐมวัย
1. การจัดสิ่งแวดล้อมในห้องเรียน : เป็นการจัดวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการที่มีลักษณะ และคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการกระทำกิจกรรมภายในอาคาร และภายในห้องเรียน
2. การจัดสิ่งแวดล้อมนอกห้องเรียน : ครูผู้จัดจะต้องพิถีพิถันในการพิจารณาวางแผนอย่างดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการจัดสิ่งแวดล้อมในห้องเรียน สอดคล้องและเสริมประสบการณ์โดยใช้พื้นที่นอกห้องเรียนเป็น 2 ส่วน คือ
- สนาม
- สวนในโรงเรียน
การจัดสภาพแวดล้อม
1. สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกห้องเรียนต้องปลอดภัย สะอาด ดึงดูดใจ และกว้างขวางพอกับสนามเด็กเล่น
2. พื้นที่จัดกิจกรรมต้องกำหนดให้ชัดเจนเด็กต้องมีพื้นที่ที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง และทำกิจกรรมด้วยกันเป็นกลุ่มเล็กๆหรือกลุ่มใหญ่
3. พื้นที่สำหรับเด็กต้องจัดให้สะดวกสำหรับทำกิจกรรมต่างๆอาจจัดเป็นกลุ่มเล็กหรือรายบุคคล
4. สีที่ใช้ทาห้องเรียนและอาคารควรใช้สีที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ เป็นสีอ่อนเย็น เช่น สีเขียว ( ก้านมะลิ ) สีฟ้า ( เทอร์ควอยช์ )  สีเหลือง ( อ่อน ) เป็นต้น
5. สื่อหรืออุปกรณ์ต้องเหมาะสมกับวัยของเด็กมีปริมาณเพียงพอ มีหลากหลาย และมีความทนทาน
6. จัดหาที่ให้เด็กได้เก็บของใช้ส่วนตัวเป็นสัดส่วนชัดเจน
7. ต้องจัดมุมสงบไว้ทั้งในอาคารและนอกอาคาร
8. สภาพแวดล้อมควรมีส่วนที่อ่อนนุ่มบ้าง เช่น พรม เบาะ สนามหญ้า
9. ใช้วัสดุดูดเสียงเพื่อลดเสียงดังเพราะเสียงที่ดังเกินไปอาจทำให้เด็กเหนื่อยและเครียดได้
10. พื้นที่นอกอาคารควรมีพื้นผิวหลายประเภท
11. ห้องน้ำ ห้องส้วม ควรจัดอย่างเหมาะสมกับตัวเด็กและถูกสุขลักษณะ
12. สภาพของห้องและบริเวณอาคารควรจัดให้ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ
13. เครื่องเล่นสนามต้องมีความปลอดภัย
14. ขยะและน้ำโสโครก มีกำจัดขยะทุกวันหรือเป็นประจำ
15. สถานที่เตรียมและปรุงอาหารทำด้วยวัสดุถาวร แข็งแรง
16. สถานที่รับประทานอาหาร ตัวอาคารไม่อับทึบ ไม่มีหยาบไย่ มีแสงสว่างเพียงพอ พื้นที่ทำด้วยวัสดุแข็ง








ครั้งที่9 วันที่ 13 มีนาคม 2561


วันนี้เป็นการสอบกลางภาคของภาคเรียนที่2 รายวิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย



อาจารย์ให้เตรียมตัวก่อนสอบ5นาที ต่อจากนั้นก็ได้นั่งแยกกันเพื่อทำการสอบ




ครั้งที่ 8 วันที่ 6 มีนาคม 2561




วันนี้เรียนเรื่อง "การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย"
     
 "การอบรมเลี้ยงดูเด็ก" หมายถึง การที่บิดา มารดา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในการเลี้ยงดูเด็ก 
ปฏิบัติต่อเด็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้เจริญเติบโต และมีพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งผู้อบรมต้องอบรมด้วยความรัก ความเข้าใจ และปรับวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างเหมาะสม ให้เข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นคนดี สามารถเผชิญกับสภาพการณ์ของสังคม และอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
         ความสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก : ความรู้สึกที่พ่อแม่มีต่อลูกและความรู้สึกที่ลูกมีต่อพ่อแม่นั่นเอง เด็กแต่ละคนอาจจะมีความรู้สึกต่อพ่อแม่ต่างกัน เช่น ลูกสาวมักจะใกล้ชิดสนิทสนมกับพ่อมากกว่าแม่ หรือลูกชายมักจะใกล้ชิดสนิทสนมกับแม่มากกว่าพ่อเป็นต้น
วิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็ก อาจจัดได้ 4 วิธี ดังนี้
1. การอบรมเลี้ยงดูแบบความรักความอบอุ่นแบบประชาธิปไตย
2. การอบรมเลี้ยงดูเด็กแบบคาดหวังเอากับเด็ก
3. การอบรมเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย
4. การอบรมเลี้ยงดูแบบรักถนอมมากเกินไป
     การดูแลเด็กทารก : นับตั้งแต่คลอดจากครรภ์มารดาไปจนถึง 2 ปี เป็นวัยที่สำคัญที่สุดในการวางรากฐานสำคัญต่างๆของชีวิตในทุกๆด้านเป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด บิดามารดาผู้เลี้ยงดูจึงควรใช้ระยะเวลานี้เพื่อส่งเสริมให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น โดยตอบสนองความต้องการจำเป็นต่างๆเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีทั้งทางกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา
     การอบรมเลี้ยงดูเด็กวัยก่อนเรียน : เด็กวัยตอนต้นมีอายุ 2-5 ปี เด็กวัยก่อนเรียนเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตเพราะเป็นวัยของการวางรากฐานบุคลิกภาพของมนุษย์ระยะนี้เป็นระยะที่เกิดการเรียนรู้มากที่สุดในชีวิตเป็นช่วงพัฒนาการที่สำคัญที่สุดที่จะสร้างบุคลิกภาพให้แก่เด็ก เด็กจะเป็นคนอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูในวัยนี้เป็นสำคัญ
การเลียนแบบของเด็กวัยก่อนเรียนแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะใหญ่ๆคือ
1. การเรียนแบบบทบาททางเพศ
2. การเลียนแบบส่วนตัวที่ไม่ใช่บทบาททางเพศ
3. การเลียนแบบกับการพัฒนาศีลธรรม
ปัญหาของเด็กก่อนวัยเรียน
1. ปัญหาด้านสุขภาพ  สุขภาพจิต  สาเหตุของปัญหาเกี่ยวข้องกับครอบครัวแม่ไม่นิยมเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ พ่อแม่เลี้ยงดูเด็กอย่างทารุณ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม
2. ปัญหาด้านโภชนาการ  สาเหตุของปัญหาเกี่ยวข้องกับครอบครัว คือ แม่ขาดความรู้ด้านโภชนาการ นอกจากนี้เกิดจากพ่อแม่ขาดความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับอาหาร
3. ปัญหาด้านสติปัญญาและความสามารถพื้นฐาน สาเหตุของปัญหา คือ พ่อแม่ขาดความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญาของเด็ก
4. ปัญหาด้านสังคม  วัฒนธรรม และจริยธรรม สาเหตุของปัญหาเกี่ยวข้องกับครอบครัว คือ เด็กเป็นบุตรนอกสมรสและเกิดจากการตั้งครรภ์ที่พ่อแม่ไม่พึงปรารถนา พ่อแม่ขาดการศึกษาและขาดความรับผิดชอบครอบครัวแตกแยก

 ความจำเป็นที่ต้องมีพ่อ
1) เด็กชายและเด็กหญิง จะต้องเห็นแบบอย่างของผู้ใหญ่ชาย 
2)  พ่อต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกชาย
3) เด็กหญิงจะได้รู้จักบทบาทของผู้ชาย 
4) พ่ออาจช่วยปลูกฝังลักษณะทั่วไปของชายให้แก่ลูก  คือ ความเข้มแข็ง บึกบึน
5) พ่อที่สนิทสนมกับลูกชาย มีโอกาสที่จะพูดคุยกันอย่างลูกผู้ชาย
6) ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกผู้ชายกับพ่อ ช่วยให้ลูกได้เรียนรู้วิธี ผูกมิตรไมตรีกับชายอื่นที่เขาต้องการสมาคมด้วย
7) ความเข้มแข็ง เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นผู้นำในเรื่องต่างๆ จะช่วยให้ลูกชายเกิดศรัทธา และอยากเลียนแบบ
ความจำเป็นที่ต้องมีแม่
1) แม่ต้องคอยดูแลลูกให้ปฏิบัติตามแบบแผน
2) ช่วยปลูกฝังนิสัยการกินที่ดี
3) สอนให้รักษาความสะอาด
4) คอยฝึกฝนกิริยามารยาทที่ดีงาม
5) สอนให้ลูกเก็บรักษาสมบัติ  ฝึกความเป็นระเบียบเรียบร้อย
6) สอนศีลธรรม
7) เห็นแบบอย่างความเป็นผู้หญิงจากแม่
8) ลูกสาวจะได้เรียนรู้สิ่งใดมีค่าสำหรับผู้หญิงจากแม่ และต้องพยายามหามาให้เป็นของตน 
9) ช่วยให้ลูกสาวพัฒนาทางอารมณ์ให้ความรู้เรื่องเพศ ตามวัย


ครั้งที่7 วันที่20 กุมภาพันธ์ 25561






➤สำหรับวันนี้อาจารย์ให้นักศึกษาทุกคนออกนำเสนอบทความ
เกี่ยวกับการอบรมณ์เลี้ยงดูเด็กปฐมวัย คนละ1บทความและไม่ซ้ำกัน



วันนี้ได้เล่า บทความเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก

                   “สมองของเด็กมีการทำงานสูงสุดขณะที่เด็กเล่น”  นั่นเป็นสภาวะที่สมองของเด็กพร้อมที่จะเรียนรู้ เนื่องจากสมองไม่ตึงเครียดแต่มีภาวะตื่นตัวมีแรงจูงใจและรู้สึกดีดังนั้นหากผู้ปกครองและผู้ดูแลสนับสนุนการเล่นในเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสมแล้ว เชื่อได้ว่าเด็กจะเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพรอบด้านได้ในอนาคต
 องค์ประกอบที่เข้าข่าย “การเล่น” มีอยู่ 7 อย่างด้วยกัน คือ
1. เล่นโดย ไม่มีเป้าหมาย เด็กเล่นโดยไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจนไม่ได้ตั้งใจเล่นเพื่อให้พ่อแม่ชื่นชมไม่ได้เล่นเพื่อจะได้ขนมหรือเงินทอง แต่มีเป้าหมายในตัวของมันเองคือเป้าหมายที่จะเล่น
2. เล่นโดย เต็มใจ เด็กเล่นด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เป็นเพราะหน้าที่หรือถูกบังคับ
3. เล่นแบบ สนุก การเล่นทำให้เด็กรู้สึกดี ตื่นเต้น ช่วยทำให้คลายความเบื่อ เหงา
4. เล่นโดย ปราศจากกาลเวลา เมื่อเข้าไปสู่การเล่นเต็มที่แล้ว เด็กจะไม่คำนึงถึงเวลา เด็กอาจเล่นไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ตระหนักว่านานเท่าไหร่แล้ว
5. เล่นโดย ปราศจากตัวตน เมื่อเล่นแล้วเด็กมักไม่ได้คำนึงว่าตนเองจะดูดีหรือดูงุ่มง่าม ไม่เข้าท่า เด็กจะไม่กังวลถึงภาพลักษณ์ของตนเอง ในโลกจินตนาการเด็กจึงอาจเป็นโน่นเป็นนี่ได้โดยง่าย
6. การเล่น เกิดขึ้นทันที หรือด้นสด เด็กสามารถปรับเปลี่ยน ลื่นไหลตามความคิดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ในโลกของการเล่นจึงมีความยืดหยุ่นสูงและเกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นได้ตลอดเวลา
7. เล่นโดยมี ความต้องการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเล่นมีความสนุก ตื่นเต้น เด็กจึงมีความปรารถนาที่จะเล่นไปเรื่อย ๆ หากเกิดความน่าเบื่อหรืออุปสรรคขึ้น เด็กก็สามารถหาทางปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคนั้น ๆ ให้การเล่นดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
            จากองค์ประกอบของการเล่นทั้ง 7 ประการข้างต้น หากกิจกรรมใดไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ กิจกรรมนั้นก็ไม่เข้าข่ายการเล่น เช่น แม่ให้ลูกร้อยลูกปัดเพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก หรือการเล่นงูไต่บันใด ตามคุณสมบัติของการเล่นขั้นต้นจึงไม่ถือเป็นการเล่น บางครั้งการวิ่งไล่จับเป็นการเล่นแต่บางครั้งไม่เป็นการเล่น นั่นขึ้นกับว่าในแต่ละครั้งความรู้สึกหรือสภาวะทางจิตใจเป็นอย่างไร การเล่นในองค์ประกอบทั้ง 7 ประการนี้ บางท่านจึงเรียกว่า
“การเล่นอย่างอิสระ” หรือ Free Play แทน เพื่อไม่ให้สับสนกับการเล่นทั่วไป ในที่นี้หากกล่าวถึงการเล่นหรือการเล่นอย่างอิสระให้ถือเป็นเรื่องเดียวกัน
การเล่นกับการปรับตัวของเด็ก
– การปรับอารมณ์ (Emotion Regulation)
การเล่นช่วยสนับสนุนให้เด็กมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับอารมณ์ได้ดี เพราะลักษณะของการเล่นเองมความไม่แน่นอน มีการปรับเลี่ยนตลอดเวลา เด็กที่มีโอกาสเล่นมากทั้งกับคนอื่นและตามลำพัง มีโอกาสเกิดอารมณ์ที่หลากหลาย ประสบการณ์การเล่นที่หลากหลายและต่อเนื่องช่วยให้เด็กไม่ตอบสนองต่อเหตุที่มากระทบอย่างรุนแรงเกินไปในชีวิตจริง
– ความรู้สึกบวก
การเล่นก่อให้เกิดความสนุกสนาน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกบวกต่าง ๆ ขึ้น ความรู้สึกดีเหล่านี้จะช่วยให้เด็กอยากที่จะเล่นต่อ อยากสำรวจและเกิดความคิดใหม่ ๆ และความคิดสร้างสรรค์ต่อมา
– การจัดการกับความเครียด
ขณะเล่นมักเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น เด็กมีโอกาสฝึกฝนการแก้ไขปัญหา ความเครียดในระดับไม่มากนักที่เกิดขึ้นในการเล่น ซึ่งเกิดไปด้วยกันกับความรู้สึกตื่นเต้น สนุกของการเล่น ช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นใจและรู้สึกดีต่อการแก้ไขปัญหา อันจะนำไปสู่การจัดการอย่างมีประสิทธิภาพต่อความเครียดและปัญหาในชีวิตจริงต่อไป
– ความคิดสร้างสรรค์
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นในขณะเล่น เนื่องจากเด็กต้องการตอบสนองต่อสถานการณ์หรือสิ่งเร้าที่ใหม่ พิเศษ ไม่แน่นอน โดยไม่รู้สึกถูกคุกคามหรือจริงจังจนเกินไป การเล่นจึงช่วยให้เกิดการตอบสนองที่สร้างสรรค์และหลากหลายมากกว่าการตอบสนองที่จำกัดและเป็นเหตุเป็นผล
– การเรียนรู้
ประโยชน์ขั้นพื้นฐานของการเล่นต่อการเรียนรู้ไม่ใช่ตัวความรู้หรือการพัฒนาความสามารถคิดอ่านขั้นสูงแต่การเล่นก่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการเกิดแรงจูงใจ ความรู้สึกบวก และผลลัพธ์ที่เป็นเสมือนรางวัลต่อเด็กความรู้สึกเหล่านี้ผสมผสานกับความคิดอ่านที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ที่มีความหมายและประสิทธิภาพสำหรับเด็ก
– ความสัมพันธ์กับผู้คน
การเล่นเป็นปัจจัยหลักที่จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์หรือความผูกพันที่แน่นแฟ้น ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กเกิดจนเป็นผู้ใหญ่ รูปแบบต่าง ๆ ของการเล่น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นจินตนาการ เล่นบทบาทสมมติ หรือเล่นกอดรัดฟัดเหวี่ยง เล่นต่อสู้ หากทำอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เด็กพัฒนาความสัมพันธ์หรือความผูกพันที่ดีกับผู้อื่นได้
เด็กจะรู้สึกผูกพันและมั่นคงในอารมณ์ผ่านความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ ซึ่งความผูกพันและความสัมพันธ์ที่ดีต่อพ่อแม่นั้นจะเกิดขึ้นกับเด็กที่มีโอกาสเล่นกับพ่อแม่สม่ำเสมอ โดยพ่อแม่รู้จักตอบสนองอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอกับเพื่อนก็เช่นกัน เด็กจะรู้สึกสนิทสนมกับเพื่อน มีเพื่อนและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเพื่อนผ่านการเล่นในรูปแบบต่าง ๆ เด็กที่มีโอกาสเล่นกับเพื่อนมาก ๆ มักจะจัดการกับสถานการณ์ทางสังคมที่คาดเดายากได้ดี หากพ่อแม่และโรงเรียนสนับสนุนอย่างเหมาะสม นอกจากความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว เด็กยังเรียนรู้พัฒนาการทางสังคมหรือทักษะสังคมขั้นสูงต่อไป

ที่มา : การเล่นกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Free Play)



วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ครั้งที่6 วันที่13 กุมภาพันธ์ 2561





บทที่5 การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย

1.กินอาหารดี ดื่มน้ำมากๆ นอนหลับเพียงพอ
2.กระตุ้นประสาทสัมผัสผ่านการลงมือทำ
3.เล่านิทาน จัดหาหนังสือนิทานที่หลากหลาย
4.เล่นสีและทำงานศิลปะ
5.ทำกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหว
6.เล่นกีฬาและออกกำลังกาย
7.ทำอาหารร่วมกัน
8.ปลูกผักสวนครัว
9.ใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
10.เล่นบทบาทสมมุติ
11.เล่นแบบพัฒนาความคิด
12.ฝึกลูกทำงานบ้านและรับผิดชอบหน้าที่ตนเอง
13.เปิดโอกาสให้ลูกได้แก้ปัญหาด้วยตนเอง
14.สอนลูกให้มีจิตสาธารณะ
15.ให้การสนับสนุนในสิ่งที่ลูกสนใจ
16.หลีกเลี่ยงการใช้สื่อออนไลน์และดิจิตัลเมื่อลูกอยู่ข้างๆ
17.หลีกเลี่ยงการทำโทษลูกด้วยการใช้อารมณ์
18.สร้างบรรยากาศในครอบครัวให้สงบสุข
19.พูดคุยถึงอารมณ์และความรู้สึกกัน
20. กอด หอม และชมเชย


นำเสนอ

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย


ทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ (Jerome S. Bruner)



                บรูเนอร์ (Bruner, 1956)   เป็นนักจิตวิทยาในยุคใหม่  ชาวอเมริกันคนแรกที่สืบสานความคิดของเพียเจต์ โดยเชื่อว่าพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเกิดจากกระบวนการภายในอินทรีย์ (Organism) เน้นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมเด็ก ซึ่งจะพัฒนาได้ดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก และชี้ให้เห็นว่าการศึกษาว่าเด็กเรียนรู้อย่างไร ควรศึกษาตัวเด็กในชั้นเรียนไม่ควรใช้หนูและนกพิราบ ทฤษฎีของบรูเนอร์เน้นหลักการ กระบวนการคิด ซึ่งประกอบด้วย ลักษณะ 4 ข้อ คือ แรงจูงใจ (Motivation) โครงสร้าง (Structure) ลำดับขั้นความต่อเนื่อง (Sequence) และการเสริมแรง (Reinforcement)
               
                     สำหรับในหลักการที่เป็นโครงสร้างของความรู้ของมนุษย์ บรูเนอร์แบ่งขั้นพัฒนาการคิดในการเรียนรู้ของมนุษย์ออกเป็น 3 ขั้นด้วยกัน
    ซึ่งคล้ายคลึงกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ได้แก่
                                1. ขั้นการกระทำ (Enactive Stage) เด็กเรียนรู้จากการกระทำและการสัมผัส
                                2. ขั้นคิดจินตนาการหรือสร้างมโนภาพ (Piconic Stage) เด็กเกิดความคิดจากการรับรู้ตามความเป็นจริง และการคิดจากจินตนาการด้วย
                                3. ขั้นใช้สัญลักษณ์และคิดรวบยอด (Symbolic Stage) เด็กเริ่มเข้าใจเรียนรู้ความ สัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และพัฒนาความคิดรวบยอด
    เกี่ยวกับสิ่งที่พบเห็น

แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
 บรูเนอร์ได้กล่าวถึงทฤษฎีในการจัดการเรียนการสอนว่าควรประกอบด้วยลักษณะสำคัญ  4 ประการ คือ

1  ผู้เรียนต้องมีแรงจูงใจภายใน มีความอยากรู้ อยากเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว

2  โครงสร้างของบทเรียนซึ่งต้องจัดให้เหมาะสมกับผู้เรียน

3  การจัดลำดับความยาก-ง่ายของบทเรียนโดยคำนึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน

4  การเสริมแรงของผู้เรียน

         สรุป บรูเนอร์มีความเห็นว่า  คนทุกคนจะมีพัฒนาการทางความรู้ความเข้าใจ  โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า  acting, imaging และ symbolizing   เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต  มิใช่ว่าเกิดขึ้นเพียงช่วงใดช่วงหนึ่งในระยะแรกๆของชีวิตเท่านั้น






วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ครั้งที่5 วันที่6 กุมภาพันธ์ 2561


วันนี้ทุกกลุ่มนำเสนองานสัปดาห์ที่แล้ว
ตามหัวข้อ "ความต้องการของเด็กปฐมวัย"

 ⬥ความต้องการของเด็กปฐมวัยมีอะไรบ้าง
ด้านร่างกาย 
-การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ 
-การเครื่องไหวของร่างกาย
ด้านจิตใจอารมณ์
 -ความรัก ความเอาใจใส่
 -ทำให้เด็กมีความสุข
-ความตามใจ ไม่อยากให้ขัดใจ
ด้านสังคม
 -ความยอมรับจากเพื่อนๆและคนอื่น
-ความสัมพันธ์กับเพื่อน
 -ความต้องการเล่นในกลุ่มเพื่อนแต่มักจะเปลี่ยนกลุ่มบ่อยๆ
ด้านสติปัญญา
 -ต้องการความรู้ตลอดเวลา 
 -มีคำถาม ความสงสัยเสมอ
 -ต้องการการเรียนรู้ของภาษา
 -การลอกเลียนแบบ
           
⬥ครูจะมีวิธีตอบสนองความต้องการอย่างไร
การตอบสนอง
-ตอบสนองตามความเหมาะสมและถูกต้อง
-การเสนอวิธีการทางบวก

⬥พ่อแม่และผู้ปกครองจะมีวิธีตอบสนองความต้องการอย่างไร
-พ่อแม่ต้องตอบสนองในสิ่งที่ถูกต้องปละเหมาะสมกับเด็ก
-เมื่อเด็กไม่ได้ตามสิ่งสิ่งที่ต้องการพ่อแม่จะต้องให้เหตุผลอย่างชัดให้กับเด็ก
-เบี่ยงเบนความสนใจเด็กเมื่อเด็กร้องไม่ได้ตามที่ต้องการ
-การโอบกอดหรือสัมผัสเพื่อลดอารมณ์ของเด็ก

🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶


 
นำเสนอวิดีโอเรื่องทฤษฎีของเพียเจย์







วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ครั้งที่ 4 วันที่30 มกราคม 2561



วันนี้อาจารย์ได้กล่าวถึงการลงโรงเรียนสาธิต
การสังเกตการ การรับเด็ก โดยแบ่งกลุ่มตามชั้นเรียน ดังนี้ 
-ชั้นเตรียมอนุบาล 
-ชั้นอนุบาล1 
-ชั้นอนุบาล2 
-ชั้นอนุบาล3 
ให้นักศึกษาเลือกว่าตัวเองจะไปสังเกตการชั้นไหนตามความสมัครใจ และเพื่อนๆก็ได้เลือก ส่วนดิฉันเลือกชั้นเตรียมอนุบาล

อาจารย์ให้นักศึกษาทำงานเป็นกลุ่ม โดยให้เขียนแผนผังเรื่อง ความต้องการของเด็ก 


ถึงท้ายคาบแต่งานยังไม่เสร็จอาจารย์ให้นำกลับไปทำแล้วค่อยมานำเสนอสัปดาห์หน้า


การประเมิน
อาจารย์: อาจารย์มีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานแบบกลุ่ม เป็นการเรียนการสอนที่ดี
เพื่อน: เพื่อนช่วยกันทำงานได้ดี
ตัวเอง: ให้ความร่วมมือกับเพื่อนในการทำแผนผังเป็นอย่างดี

ครั้งที่ 15 วันที่ 24 เมษายน 2561

วันนี้พิเศษกว่าวันไหนๆ เพราะอาจารย์ให้จับกลุ่มทำอาหาร แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ให้ทำอาหารสำหรับเด็ก โดยประกอบไปด้วย อาหารจานหลักและขนม...