วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ครั้งที่7 วันที่20 กุมภาพันธ์ 25561






➤สำหรับวันนี้อาจารย์ให้นักศึกษาทุกคนออกนำเสนอบทความ
เกี่ยวกับการอบรมณ์เลี้ยงดูเด็กปฐมวัย คนละ1บทความและไม่ซ้ำกัน



วันนี้ได้เล่า บทความเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก

                   “สมองของเด็กมีการทำงานสูงสุดขณะที่เด็กเล่น”  นั่นเป็นสภาวะที่สมองของเด็กพร้อมที่จะเรียนรู้ เนื่องจากสมองไม่ตึงเครียดแต่มีภาวะตื่นตัวมีแรงจูงใจและรู้สึกดีดังนั้นหากผู้ปกครองและผู้ดูแลสนับสนุนการเล่นในเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสมแล้ว เชื่อได้ว่าเด็กจะเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพรอบด้านได้ในอนาคต
 องค์ประกอบที่เข้าข่าย “การเล่น” มีอยู่ 7 อย่างด้วยกัน คือ
1. เล่นโดย ไม่มีเป้าหมาย เด็กเล่นโดยไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจนไม่ได้ตั้งใจเล่นเพื่อให้พ่อแม่ชื่นชมไม่ได้เล่นเพื่อจะได้ขนมหรือเงินทอง แต่มีเป้าหมายในตัวของมันเองคือเป้าหมายที่จะเล่น
2. เล่นโดย เต็มใจ เด็กเล่นด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เป็นเพราะหน้าที่หรือถูกบังคับ
3. เล่นแบบ สนุก การเล่นทำให้เด็กรู้สึกดี ตื่นเต้น ช่วยทำให้คลายความเบื่อ เหงา
4. เล่นโดย ปราศจากกาลเวลา เมื่อเข้าไปสู่การเล่นเต็มที่แล้ว เด็กจะไม่คำนึงถึงเวลา เด็กอาจเล่นไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ตระหนักว่านานเท่าไหร่แล้ว
5. เล่นโดย ปราศจากตัวตน เมื่อเล่นแล้วเด็กมักไม่ได้คำนึงว่าตนเองจะดูดีหรือดูงุ่มง่าม ไม่เข้าท่า เด็กจะไม่กังวลถึงภาพลักษณ์ของตนเอง ในโลกจินตนาการเด็กจึงอาจเป็นโน่นเป็นนี่ได้โดยง่าย
6. การเล่น เกิดขึ้นทันที หรือด้นสด เด็กสามารถปรับเปลี่ยน ลื่นไหลตามความคิดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ในโลกของการเล่นจึงมีความยืดหยุ่นสูงและเกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นได้ตลอดเวลา
7. เล่นโดยมี ความต้องการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเล่นมีความสนุก ตื่นเต้น เด็กจึงมีความปรารถนาที่จะเล่นไปเรื่อย ๆ หากเกิดความน่าเบื่อหรืออุปสรรคขึ้น เด็กก็สามารถหาทางปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคนั้น ๆ ให้การเล่นดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
            จากองค์ประกอบของการเล่นทั้ง 7 ประการข้างต้น หากกิจกรรมใดไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ กิจกรรมนั้นก็ไม่เข้าข่ายการเล่น เช่น แม่ให้ลูกร้อยลูกปัดเพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก หรือการเล่นงูไต่บันใด ตามคุณสมบัติของการเล่นขั้นต้นจึงไม่ถือเป็นการเล่น บางครั้งการวิ่งไล่จับเป็นการเล่นแต่บางครั้งไม่เป็นการเล่น นั่นขึ้นกับว่าในแต่ละครั้งความรู้สึกหรือสภาวะทางจิตใจเป็นอย่างไร การเล่นในองค์ประกอบทั้ง 7 ประการนี้ บางท่านจึงเรียกว่า
“การเล่นอย่างอิสระ” หรือ Free Play แทน เพื่อไม่ให้สับสนกับการเล่นทั่วไป ในที่นี้หากกล่าวถึงการเล่นหรือการเล่นอย่างอิสระให้ถือเป็นเรื่องเดียวกัน
การเล่นกับการปรับตัวของเด็ก
– การปรับอารมณ์ (Emotion Regulation)
การเล่นช่วยสนับสนุนให้เด็กมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับอารมณ์ได้ดี เพราะลักษณะของการเล่นเองมความไม่แน่นอน มีการปรับเลี่ยนตลอดเวลา เด็กที่มีโอกาสเล่นมากทั้งกับคนอื่นและตามลำพัง มีโอกาสเกิดอารมณ์ที่หลากหลาย ประสบการณ์การเล่นที่หลากหลายและต่อเนื่องช่วยให้เด็กไม่ตอบสนองต่อเหตุที่มากระทบอย่างรุนแรงเกินไปในชีวิตจริง
– ความรู้สึกบวก
การเล่นก่อให้เกิดความสนุกสนาน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกบวกต่าง ๆ ขึ้น ความรู้สึกดีเหล่านี้จะช่วยให้เด็กอยากที่จะเล่นต่อ อยากสำรวจและเกิดความคิดใหม่ ๆ และความคิดสร้างสรรค์ต่อมา
– การจัดการกับความเครียด
ขณะเล่นมักเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น เด็กมีโอกาสฝึกฝนการแก้ไขปัญหา ความเครียดในระดับไม่มากนักที่เกิดขึ้นในการเล่น ซึ่งเกิดไปด้วยกันกับความรู้สึกตื่นเต้น สนุกของการเล่น ช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นใจและรู้สึกดีต่อการแก้ไขปัญหา อันจะนำไปสู่การจัดการอย่างมีประสิทธิภาพต่อความเครียดและปัญหาในชีวิตจริงต่อไป
– ความคิดสร้างสรรค์
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นในขณะเล่น เนื่องจากเด็กต้องการตอบสนองต่อสถานการณ์หรือสิ่งเร้าที่ใหม่ พิเศษ ไม่แน่นอน โดยไม่รู้สึกถูกคุกคามหรือจริงจังจนเกินไป การเล่นจึงช่วยให้เกิดการตอบสนองที่สร้างสรรค์และหลากหลายมากกว่าการตอบสนองที่จำกัดและเป็นเหตุเป็นผล
– การเรียนรู้
ประโยชน์ขั้นพื้นฐานของการเล่นต่อการเรียนรู้ไม่ใช่ตัวความรู้หรือการพัฒนาความสามารถคิดอ่านขั้นสูงแต่การเล่นก่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการเกิดแรงจูงใจ ความรู้สึกบวก และผลลัพธ์ที่เป็นเสมือนรางวัลต่อเด็กความรู้สึกเหล่านี้ผสมผสานกับความคิดอ่านที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ที่มีความหมายและประสิทธิภาพสำหรับเด็ก
– ความสัมพันธ์กับผู้คน
การเล่นเป็นปัจจัยหลักที่จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์หรือความผูกพันที่แน่นแฟ้น ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กเกิดจนเป็นผู้ใหญ่ รูปแบบต่าง ๆ ของการเล่น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นจินตนาการ เล่นบทบาทสมมติ หรือเล่นกอดรัดฟัดเหวี่ยง เล่นต่อสู้ หากทำอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เด็กพัฒนาความสัมพันธ์หรือความผูกพันที่ดีกับผู้อื่นได้
เด็กจะรู้สึกผูกพันและมั่นคงในอารมณ์ผ่านความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ ซึ่งความผูกพันและความสัมพันธ์ที่ดีต่อพ่อแม่นั้นจะเกิดขึ้นกับเด็กที่มีโอกาสเล่นกับพ่อแม่สม่ำเสมอ โดยพ่อแม่รู้จักตอบสนองอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอกับเพื่อนก็เช่นกัน เด็กจะรู้สึกสนิทสนมกับเพื่อน มีเพื่อนและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเพื่อนผ่านการเล่นในรูปแบบต่าง ๆ เด็กที่มีโอกาสเล่นกับเพื่อนมาก ๆ มักจะจัดการกับสถานการณ์ทางสังคมที่คาดเดายากได้ดี หากพ่อแม่และโรงเรียนสนับสนุนอย่างเหมาะสม นอกจากความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว เด็กยังเรียนรู้พัฒนาการทางสังคมหรือทักษะสังคมขั้นสูงต่อไป

ที่มา : การเล่นกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Free Play)



วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ครั้งที่6 วันที่13 กุมภาพันธ์ 2561





บทที่5 การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย

1.กินอาหารดี ดื่มน้ำมากๆ นอนหลับเพียงพอ
2.กระตุ้นประสาทสัมผัสผ่านการลงมือทำ
3.เล่านิทาน จัดหาหนังสือนิทานที่หลากหลาย
4.เล่นสีและทำงานศิลปะ
5.ทำกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหว
6.เล่นกีฬาและออกกำลังกาย
7.ทำอาหารร่วมกัน
8.ปลูกผักสวนครัว
9.ใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
10.เล่นบทบาทสมมุติ
11.เล่นแบบพัฒนาความคิด
12.ฝึกลูกทำงานบ้านและรับผิดชอบหน้าที่ตนเอง
13.เปิดโอกาสให้ลูกได้แก้ปัญหาด้วยตนเอง
14.สอนลูกให้มีจิตสาธารณะ
15.ให้การสนับสนุนในสิ่งที่ลูกสนใจ
16.หลีกเลี่ยงการใช้สื่อออนไลน์และดิจิตัลเมื่อลูกอยู่ข้างๆ
17.หลีกเลี่ยงการทำโทษลูกด้วยการใช้อารมณ์
18.สร้างบรรยากาศในครอบครัวให้สงบสุข
19.พูดคุยถึงอารมณ์และความรู้สึกกัน
20. กอด หอม และชมเชย


นำเสนอ

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย


ทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ (Jerome S. Bruner)



                บรูเนอร์ (Bruner, 1956)   เป็นนักจิตวิทยาในยุคใหม่  ชาวอเมริกันคนแรกที่สืบสานความคิดของเพียเจต์ โดยเชื่อว่าพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเกิดจากกระบวนการภายในอินทรีย์ (Organism) เน้นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมเด็ก ซึ่งจะพัฒนาได้ดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก และชี้ให้เห็นว่าการศึกษาว่าเด็กเรียนรู้อย่างไร ควรศึกษาตัวเด็กในชั้นเรียนไม่ควรใช้หนูและนกพิราบ ทฤษฎีของบรูเนอร์เน้นหลักการ กระบวนการคิด ซึ่งประกอบด้วย ลักษณะ 4 ข้อ คือ แรงจูงใจ (Motivation) โครงสร้าง (Structure) ลำดับขั้นความต่อเนื่อง (Sequence) และการเสริมแรง (Reinforcement)
               
                     สำหรับในหลักการที่เป็นโครงสร้างของความรู้ของมนุษย์ บรูเนอร์แบ่งขั้นพัฒนาการคิดในการเรียนรู้ของมนุษย์ออกเป็น 3 ขั้นด้วยกัน
    ซึ่งคล้ายคลึงกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ได้แก่
                                1. ขั้นการกระทำ (Enactive Stage) เด็กเรียนรู้จากการกระทำและการสัมผัส
                                2. ขั้นคิดจินตนาการหรือสร้างมโนภาพ (Piconic Stage) เด็กเกิดความคิดจากการรับรู้ตามความเป็นจริง และการคิดจากจินตนาการด้วย
                                3. ขั้นใช้สัญลักษณ์และคิดรวบยอด (Symbolic Stage) เด็กเริ่มเข้าใจเรียนรู้ความ สัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และพัฒนาความคิดรวบยอด
    เกี่ยวกับสิ่งที่พบเห็น

แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
 บรูเนอร์ได้กล่าวถึงทฤษฎีในการจัดการเรียนการสอนว่าควรประกอบด้วยลักษณะสำคัญ  4 ประการ คือ

1  ผู้เรียนต้องมีแรงจูงใจภายใน มีความอยากรู้ อยากเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว

2  โครงสร้างของบทเรียนซึ่งต้องจัดให้เหมาะสมกับผู้เรียน

3  การจัดลำดับความยาก-ง่ายของบทเรียนโดยคำนึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน

4  การเสริมแรงของผู้เรียน

         สรุป บรูเนอร์มีความเห็นว่า  คนทุกคนจะมีพัฒนาการทางความรู้ความเข้าใจ  โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า  acting, imaging และ symbolizing   เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต  มิใช่ว่าเกิดขึ้นเพียงช่วงใดช่วงหนึ่งในระยะแรกๆของชีวิตเท่านั้น






วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ครั้งที่5 วันที่6 กุมภาพันธ์ 2561


วันนี้ทุกกลุ่มนำเสนองานสัปดาห์ที่แล้ว
ตามหัวข้อ "ความต้องการของเด็กปฐมวัย"

 ⬥ความต้องการของเด็กปฐมวัยมีอะไรบ้าง
ด้านร่างกาย 
-การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ 
-การเครื่องไหวของร่างกาย
ด้านจิตใจอารมณ์
 -ความรัก ความเอาใจใส่
 -ทำให้เด็กมีความสุข
-ความตามใจ ไม่อยากให้ขัดใจ
ด้านสังคม
 -ความยอมรับจากเพื่อนๆและคนอื่น
-ความสัมพันธ์กับเพื่อน
 -ความต้องการเล่นในกลุ่มเพื่อนแต่มักจะเปลี่ยนกลุ่มบ่อยๆ
ด้านสติปัญญา
 -ต้องการความรู้ตลอดเวลา 
 -มีคำถาม ความสงสัยเสมอ
 -ต้องการการเรียนรู้ของภาษา
 -การลอกเลียนแบบ
           
⬥ครูจะมีวิธีตอบสนองความต้องการอย่างไร
การตอบสนอง
-ตอบสนองตามความเหมาะสมและถูกต้อง
-การเสนอวิธีการทางบวก

⬥พ่อแม่และผู้ปกครองจะมีวิธีตอบสนองความต้องการอย่างไร
-พ่อแม่ต้องตอบสนองในสิ่งที่ถูกต้องปละเหมาะสมกับเด็ก
-เมื่อเด็กไม่ได้ตามสิ่งสิ่งที่ต้องการพ่อแม่จะต้องให้เหตุผลอย่างชัดให้กับเด็ก
-เบี่ยงเบนความสนใจเด็กเมื่อเด็กร้องไม่ได้ตามที่ต้องการ
-การโอบกอดหรือสัมผัสเพื่อลดอารมณ์ของเด็ก

🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶


 
นำเสนอวิดีโอเรื่องทฤษฎีของเพียเจย์







วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ครั้งที่ 4 วันที่30 มกราคม 2561



วันนี้อาจารย์ได้กล่าวถึงการลงโรงเรียนสาธิต
การสังเกตการ การรับเด็ก โดยแบ่งกลุ่มตามชั้นเรียน ดังนี้ 
-ชั้นเตรียมอนุบาล 
-ชั้นอนุบาล1 
-ชั้นอนุบาล2 
-ชั้นอนุบาล3 
ให้นักศึกษาเลือกว่าตัวเองจะไปสังเกตการชั้นไหนตามความสมัครใจ และเพื่อนๆก็ได้เลือก ส่วนดิฉันเลือกชั้นเตรียมอนุบาล

อาจารย์ให้นักศึกษาทำงานเป็นกลุ่ม โดยให้เขียนแผนผังเรื่อง ความต้องการของเด็ก 


ถึงท้ายคาบแต่งานยังไม่เสร็จอาจารย์ให้นำกลับไปทำแล้วค่อยมานำเสนอสัปดาห์หน้า


การประเมิน
อาจารย์: อาจารย์มีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานแบบกลุ่ม เป็นการเรียนการสอนที่ดี
เพื่อน: เพื่อนช่วยกันทำงานได้ดี
ตัวเอง: ให้ความร่วมมือกับเพื่อนในการทำแผนผังเป็นอย่างดี

วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

ครั้งที่ 3 วันที่ 23 มกราคม 2561


สัปดาห์ที่ 3 ของการเปิดภาคเรียนแล้ว วันนี้อาจารย์ได้สอน
บทที่2 เรื่องทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

ทฤษฎีพัฒนาการด้านจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์


     ฟรอยด์ เป็นชาวออสเตเรียมีความเชื่อด้านบุคลิกภาพ การวิเคราะห์ของฟรอยด์ด้านบุคลิกภาพ การตอบสนองขั้นพื้นฐานทางด้านสรีระหรือเรียกว่าแรงขับโดยสัญชาติญาณมี 3 ประเภท ได้แก่  แรงขับทางเพศหรือความต้องการตอบสนองทางเพศ (libido) แรงขับหรือความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ (life-preserving drive) และแรงขับหรือความต้องการที่จะแสดงความก้าวร้าว (aggressive drive)
โครงสร้างของฟรอยด์
อิด (Id) หมายถึง พลังหรือแรงผลักที่มีมาแต่กำเนิด เป็นสันดานดิบของมนุษย์ที่มีแต่ความต้องการสนองสนองแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด ฟรอยด์เห็นว่าแรงผลักชนิดนี้มีอยู่ในทารก
  อีโก้ (Ego) เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบุคลิกภาพที่ได้มีการคิดรวบรวมข้อมูลต่างๆ และมีการวางแผน การรู้จักรอคอย ร้องขอหรืออื่น ๆ เพื่อให้ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ต้องการ
  ซุปเปอร์อีโก้ (Superego) เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่คอยควบคุมหรือปรับการแสดงออกของอิดและอีโก้ให้สอดคล้องกับเหตุผลความถูกผิด คุณธรรมหรือจริยธรรม
  ขั้นตอนของพัฒนาการด้านบุคลิกภาพ
ขั้นที่ 1 ขั้นปาก (Oral Stages) อายุแรกเกิด –18  เดือน
  ขั้นที่ 2 ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) เป็นระยะพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กวัย 2 – 3 ปี
  ขั้นที่ 3 อวัยวะเพศขั้นต้น (Phallic Stage) เป็นระยะพัฒนาการบุคลิกภาพของวัย 3 – 5 ปี
  ขั้นที่ 4 ขั้นพัก/ขั้นแฝง (Latency Stage) เป็นระยะพัฒนาบุคลิกภาพของวัย 5 – 12 ปี
  ขั้นที่ 5 ขั้นอวัยวะเพศ (Genital Stage) เป็นระยะสนใจเพศตรงข้าม วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว 12 ปี ขึ้นไป

ทฤษฎีพัฒนาการด้านจิตสังคมของอีริคสัน


เกี่ยวกับด้านสังคมให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเด็กปฐมวัยพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวพร้อมเลียนแบบคนรอบตัว หากประสบการณ์และสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กดี เด็กจะมองโลกในแง่ดี มีความเชื่อมั่นในตนเองในทางตรงกันข้ามหากประสบการณ์และสภาพแวดล้อมไม่ดีไม่เอื้อหรือส่งเสริมต่อการเรียนรู้ของเด็ก เด็กจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ไม่ไว้วางใจผู้อื่น ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
ขั้นพัฒนาการตามทฤษฎีของอีริคสัน
ขั้นที่ 1 ความรู้สึกไว้วางใจ กับความรู้สึกไม่ไว้วางใจ(Trust versus Mistrust) ช่วงแรกเกิด – 1 ปี
ขั้นที่ 2 ความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง กับความละอายใจและไม่แน่ใจ (Autonomy versus Doubt or Shame) ช่วง 1 – 2 ปี
ขั้นที่ 3 การมีความคิดริเริ่มกับความรู้สึกผิด (Initiative versus Guilt) ช่วง 3 – 6 ปี
ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของอีริคสัน
ได้แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลตั้งแต่ทารกจนถึงวัยสูงอายุทำให้เป็นแนวทางสำ คัญในการอบรมเลี้ยงดูเด็กโดยเฉพาะในวัยทารก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการในวัยต่อไป…”

ทฤษฎีวุฒิภาวะของกีเซล


อาร์โนลด์ กีเซล
        (Arnold Gesell) เป็นนักจิตวิทยาที่มี
ความเชื่อในเรื่องของความเจริญเติบโตตามวุฒิภาวะ โดยกล่าวว่า “วุฒิภาวะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เชื่อว่าเด็กเกี่ยวข้องการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาซึ่งกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมขึ้นการฝึกฝนหรือลักษณะใดก็ตามอย่างมีระเบียบ โดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าภายนอก” แต่จะเกี่ยงข้องกับอายุและช่วงวัยเท่านั้น
ขั้นพัฒนาการของกีเซล
  1. ทิศทางของการพัฒนาการ (development direction Cephalocaudal - Proximal distal )
  2. พัฒนาการมีความสัมพันธ์กันและเกี่ยวเนื่องกัน (reciprocal interweaving)
  3. พัฒนาการมีการใช้กิจกรรมร่วมกัน (functional asymmetry)
  4. การพัฒนาต่าง ๆ เป็นผลมาจากวุฒิภาวะ (individuating maturation)

ทฤษฎีพัฒนาการด้านการรู้คิดของเพียเจท์

 ฌอง เพียเจท์
 (Jean Piaget) นักจิตวิทยาชาวสวิส ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กและพัฒนาการทางสติปัญญา
ได้อธิบายถึงโครงส้างความคิดเราคนเราที่แสดงออกได้ 2 อย่างคือ
Assimilation หมายถึง การที่เด็กนำเอาสิ่งที่ตนรับรู้ใหม่ๆ  เข้าไปผสมผสานกลมกลืนกับความรู้เดิมที่มีอยู่ ซึ่งการรับรู้นี้จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กมองเห็นสิ่งใหม่ในแง่ของสิ่งเดิมที่เคยรู้จัก
  Accommodation หมายถึง การนำความรู้ใหม่ที่ได้รับไปปรับปรุงความคิดให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม
ทฤษฎีพัฒนาการด้านการรู้ของเพียเจท์
ขั้นที่ 1 ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว
(Sensorimotor Stage) อายุแรกเกิด – 2 ปี
  ขั้นที่ 2 ขั้นก่อนการคิดอย่างมีเหตุผล (Preoperational Stage) อายุ 2 – 7 ปี แบ่งเป็นสองระยะ
  - ระยะที่ 1 ขั้นก่อนความคิดรวบยอด (Preconceptual Thought) อายุ 2 – 4 ปี
  - ระยะที่ 2 ขั้นคิดได้เองโดยไม่รู้เหตุผล (Intuitive Thought)อายุ 4 – 7 ปี
สรุป เด็กจะเรียนรู้ได้จากประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหว เด็กจะเรียนรู้ได้ในรูปนาม
ธรรม

ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก


ลอเรนซ์ โคลเบิร์ก
       (Lowrence Kohlberg) เป็น
นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้ศึกษาค้นคว้าทางด้านพัฒนาการทางจริยธรรม ซึ่งได้รับอิทธิพลความคิดและผลงานมาจากเพียเจท์
ขั้นพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอร์ก
ระดับขั้นที่ 1 Premoral หรือ Preconventionalวัย 2 – 10 ปี
  มี 2 ระยะ
  ระยะที่ 1 การหลบหลีกการถูกลงโทษ ช่วงอายุ 2 – 7 ปี
  ระยะที่ 2 การแสวงหารางวัล ช่วงอายุ 7 – 10 ปี

ทฤษฎีพัฒนาการทางความคิดความเข้าใจของบรุนเนอร์



เสนอแนวคิดและการใช้เหตุผล
พัฒนาการทางความคิดความเข้าใจ เกิดจากสิ่งต่อไปนี้
  1. การให้เด็กทำสิ่งต่างๆ อย่างมีอิสระมากขึ้น
  2. การเรียนสัญลักษณ์ที่ใช้แทนสิ่งต่างๆ
  3. พัฒนาการทางความคิด
  4. ผู้สอนและผู้เรียนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีระบบ
  5. ภาษาเป็นกุญแจของการพัฒนาด้านความคิด
  6. การพัฒนาทางความคิด
พัฒนาการทางสติปัญญาและการคิดของมนุษย์
แบ่งเป็น 3 ขั้น ดังนี้
  1. Enactive Stage
  2. Iconic representation Stage
  3. Symbolic representation stage
ลำดับขั้นการสอนอย่างมีเหตุผล
ขั้นที่ 1 เด็๋กจะเรียนรุ้ได้ต้องสัมผัสก่อน
ขั้นที่ 2 การสอนควรเน้นให้เด็กเกิดการพัฒนาขึ้นเพื่อให้เด็กได้รับรู้อย่างแจ่มแจ้ง
ขันที่ 3 จัดให้มีการอภิปรายระหว่างเด็กในกลุ่มที่เรียนร่วมกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ เนื้อหาที่เรียนเพื่อให้เด็กใช้ภาษาและเกิดการพัฒนาขั้นรูปธรรม

 ช่วงท้ายคาบสัปดาห์อาจารย์ก็สั่งงานและเปิดวิดีโอเกี่ยวกับนักทฤษฎีให้ดูและเรื่องฟ้ามีตาตอน ลูกเราน่ารักที่สุดเลย ทำให้ได้เห็นมุมมองการเลี้ยงลูกของละครเรื่องนี้ว่าเป็นยังไง และให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์ว่าเราควรทำแบบไหน
  


การประเมิน
 ประเมินตนเอง ทำให้ทราบถึงแนวความคิดของนักทฤษฎีที่อาจารย์สอนมา
 ประเมินเพื่อน เพื่อนๆได้ความรู้เกี่ยวกับแนวความคิดของนักทฤษฎี
 ประเมินอาจารย์ อาจารย์มีความพร้อมในการเตรียมสอนมาก

ครั้งที่ 2 วันที่ 16 มกราคม 2561


วันนี้อาจารย์ก็ได้สอนเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่อง เด็กปฐมวัยและพัฒนาการ 
เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง6ปี มีธรรมชาติที่อยากรู้อยากเห็นช่างสงสัย ช่างซักถาม แต่หลักสูตร 2542 จะอายุตั้งแต่ช่วงแรกเกิดถึง5 ปี 6 เดือน 29 วัน
     ความสำคัญของเด็กปฐมวัย
จำต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดูและเรียนรู้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับวัยด้วยการจัดประสบการณ์และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยใหเด็กได้พัฒนาตามศักยภาพ
     ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย
1. จะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
2. ไม่รู้ว่าความคิดของตัวเองแตกต่างไปจากคนอื่น
3. ชอบเลียนแบบบุคคลที่ตนรัก
4. มีความอยากรู้อยากเห็น
5. มีความริเริ่มสร้างสรรค์
6. มีอารมณ์รุนแรง อิจฉา
7. ต้องการความยอมรับจากผู้ใหญ่
    ความหมายของพัฒนาการ
การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ตั้งแต่ นอน พลิกคว่ำ คืบ ตั้งไข่ เดิน วิ่ง เมื่อเราทำได้เองแล้วต่อให้เราไม่ได้ทำนานๆก็สามารถทำได้เหมือนเดิมแต่จะไม่ค่อยคล่องแคล่วนัก
    ลักษณะของพัฒนาการ
มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิดจนตาย
เริ่มจากบนลงล่างคือจากหัวลงไปที่เท้า
เริ่มจากแกนกลางของลำตัว (นิ้วคือ อวัยวะที่มีพัฒนาการช้าที่สุดของมนุษย์ หรือ ของเด็กปฐมวัย)
พัฒนากาารของมนุษย์จะเปลี่ยนไปตามแผน
พัฒนาการจะไม่เท่าเทียมกันขึ้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทางพันธุกรรมกับสภาพแวดล้อม
เด็กช่วงแรกๆจะมองเห็นแค่สีขาวกับสีดำ
ท้ายคาบอาจารย์ก็ได้เปิดคลิปวิดีโอการปฏิสนธิของมนุษย์ให้ดูว่าเด็กมีการพัฒนาตั้งแต่เริ่มต้นเป็นมาอย่างไรจนคลอดออกมาเป้นทารก

คลิปวิดีโอที่ 2 คือ พัฒนาการของเด็กหลังคลอดแต่ละเดือนว่าเด็กมีพัฒนาการด้านไหนบ้าง




และให้ทำใบงาน แบบทดสอบก่อนเรียน




การประเมิน
ประเมินตัวเอง ได้รุ้เนื้อหาเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
ประเมินเพื่อน เพื่อนได้รู้และเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
ประเมินอาจารย์ อาจารย์ได้อธิบายเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัยได้อย่างเข้าใจ




ครั้งที่ 1 วันที่ 9 มกราคม 2561



     วันนี้เป็นวันแรกที่เปิดภาคเรียน สำหรับคาบนี้อาจารย์ก็พูดถึงเนื้อหาการเรียนของวิชานี้อย่างคร่าวๆ ว่าเราต้องเรียนอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง

งานในเทอมนี้
-หาบทความเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก
-นักศึกษาทุกคนต้องเก็บชั่วโมง คือการไปรอรับเด็กที่ร.ร.สาธิต เวลา 7:30-8:45 น. เก็บคนละ10ชั่วโมงภายในเวลา1เดือน
-งานต่างๆอย่างอื่นตามที่ได้รับหมอบหมายภายในคาบ



การประเมิน
 อาจารย์ : อาจารย์พูดและบอกรายละเอียดได้อย่างชัดเจน
 เพื่อน : ทุกคนมีความสนใจและตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก
 ตัวเอง : ตั้งใจและสนใจในสิ่งอาจารย์บอก




ครั้งที่ 15 วันที่ 24 เมษายน 2561

วันนี้พิเศษกว่าวันไหนๆ เพราะอาจารย์ให้จับกลุ่มทำอาหาร แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ให้ทำอาหารสำหรับเด็ก โดยประกอบไปด้วย อาหารจานหลักและขนม...